วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ในสมัยกรุงสุโขทัย ดนตรีไทยมีลักษณะเป็นการขับลำนำ และร้องเล่น วรรณคดี "ไตรภูมิพระร่วง" กล่าวถึงเครื่องดนตรี ได้แก่ ฆ้อง กลอง ฉิ่ง แฉ่ง (ฉาบ) บัณเฑาะว์ พิณ ซอ ปี่ไฉน ระฆัง กรับ และกังสดาล

สมัยกรุงศรีอยุธยา มีวงปี่พาทย์ที่ยังคงรูปแบบปี่พาทย์เครื่องห้าเหมือนเช่นสมัยกรุงสุโขทัย แต่เพิ่มระนาดเอกเข้าไป นับแต่นั้นวงปี่พาทย์จึงประกอบด้วย ระนาดเอก ปี่ใน ฆ้องวงใหญ่ กลองทัด ตะโพน ฉิ่ง ส่วนวงมโหรีพัฒนาจากวงมโหรีเครื่องสี่ เป็นมโหรีเครื่องหก เพิ่มขลุ่ย และรำมะนา รวมเป็นมี ซอสามสาย กระจับปี่ ทับ (โทน) รำมะนา ขลุ่ย และกรับพวง

ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มจากรัชกาลที่ 1 เพิ่มกลองทัดเข้าวงปี่พาทย์อีก 1 ลูก รวมเป็น 2 ลูก ตัวผู้เสียงสูง ตัวเมียเสียงต่ำ รัชกาลที่ 2 ทรงพระปรีชาสามารถการดนตรี ทรงซอสามสาย คู่พระหัตถ์คือซอสายฟ้าฟาด และทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทย บุหลันลอยเลื่อน รัชสมัยนี้เกิดกลองสองหน้าพัฒนามาจากเปิงมางของมอญ พอในรัชกาลที่ 3 พัฒนาเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้มคู่กับระนาดเอก และฆ้องวงเล็กให้คู่กับฆ้องวงใหญ่


รัชกาลที่ 4 เกิดวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่พร้อมการประดิษฐ์ระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็ก รัชกาลที่ 5 สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงคิดค้นวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ประกอบการแสดงละครดึกดำบรรพ์ ในรัชกาลที่ 6 นำวงดนตรีของมอญเข้าผสมเรียกวงปี่พาทย์มอญโดยหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มีการนำอังกะลุงเข้ามาเผยแพร่เป็นครั้งแรก และนำเครื่องดนตรีต่างชาติ เช่น ขิม ออร์แกนของฝรั่งมาผสมเป็นวงเครื่องสายผสม แล้วจึงเป็นดนตรีไทยที่เราได้เห็นจนถึงปัจจุบันนี้ ทั้งความแตกต่างระหว่างวงต่างๆ ผู้ประพันธ์ท่านต่างๆ
ซอกันตรึม เป็นเครื่องดนตรีของกลุ่มชาวไทยเชื้อสายเขมรและชาวไทยอีสาน เป็นเครื่องสายใช้สี ทำด้วยไม้ กะโหลกซอขึงด้วยหนังงูหรือหนังจำพวกตะกวด มีช่องเสียง อยู่ด้านตรงข้ามหน้าซอ ใช้สายลวดมี 2 สาย คันชักอยู่ระหว่างสาย คันซอยาวประมาณ 60 เซนติเมตร มีลูกบิดอยู่ตอนนอกซอใช้รัด ด้วยเชือก ขนาดของซอแตกต่างกันไปตามความ ประสงค์ของผู้สร้าง โดยทั่วไปมี 3 ขนาด คือ ขนาดเล็กเรียก ตรัวจี้ ขนาดกลางเรียกตรัวเอก ขนาดใหญ่เรียกตรัว บางครั้งจะเห็นมีการดัดแปลงประยุกต์กะโหลกซอโดยใช้กระป๋องหรือปี๊บซึ่งอาจเรียกแทนว่า ซอกระป๋องหรือซอปี๊บได้

[ซ่อน] ด พ ก
เครื่องดนตรีไทย
เครื่องดีด
จะเข้ กระจับปี่ ซึง พิณเพียะ ไหซอง
เครื่องสี
ซอด้วง ซออู้ ซอสามสาย สะล้อ ซอกันตรึม รือบับ
เครื่องตี
เครื่องไม้
ระนาดเอก ระนาดทุ้ม กรับ โปงลาง
เครื่องโลหะ
ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ฆ้องมอญ ฆ้องโหม่ง ฉิ่ง ฉาบ ฆ้องคู่ ฆ้องราว ฆ้องระเบ็ง
เครื่องหนัง
กลองแขก กลองมลายู ตะโพน ตะโพนมอญ เปิงมาง กลองทัด กลองยาว กลองสองหน้า โทน รำมะนา กลองสะบัดชัย กลองชาตรี กลองตะโพน กลองมังคละ กลองมโหระทึก
เครื่องเป่า
มีลิ้น
ปี่นอก ปี่กลาง ปี่ใน ปี่ชวา ปี่มอญ ปี่ไฉน ปี่กาหลอ แคน ปี่จุม ปี่อ้อ ปี่แน ปี่ภูไท
ไม่มีลิ้น
ขลุ่ยหลิบ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยอู้ ขลุ่ยกรวด ขลุ่ยนก โหวด เรไร
เครื่องดนตรีอื่นๆ
ขิม อังกะลุง ระนาดแก้ว บัณเฑาะว์
แบ่งตามภาค
ภาคเหนือ
สะล้อ(ทะล้อ) ซึง ขลุ่ย ปี่ ปี่แน พิณเปี๊ยะ(พิณเพียะ) กลองเต่งถิ้ง ตะหลดปด(มะหลดปด) กลองตึ่งโนง กลองสะบัดชัย
ภาคอีสาน
หืน แคน ปี่ภูไท โหวด พิณ โปงลาง จะเข้กระบือ กระจับปี่ ซอกันตรึม กลองกันตรึม ปี่ไสล กรับคู่
ภาคกลาง
ซอสามสาย ซอด้วง ซออู้ จะเข้ ขลุ่ย ปี่ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก โทนรำมะนา กลองแขก กลองสองหน้า
ภาคใต้
ทับ กลองโนรา โหม่ง ปี่ แตระพวง(กรับพวง)